สมัยราชอาณาจักรเก่า

สมัยราชอาณาจักรเก่า (The Old Kingdom)

 ราชวงศ์ที่ 3-6  (2686-2155 B.C.)

       ฟาโรห์มีอำนาจสูงสุดและเป็นผู้นำทางศาสนา ชาวอียิปต์เชื่อว่าฟาโรห์ถูกเลือกโดยเทพเจ้า และได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้า (God King) พระองค์เป็นผู้ปฏิบัติภารกิจทางศาสนา ทำนุบำรุงศิลป วัฒนธรรม ปกครองประเทศ ทำสงคราม ทำการค้าขาย และส่งเสริมอุตสาหกรรม สามัญชนไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้องกับภารกิจเหล่านี้ จึงเห็นได้ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีที่ประชาชนยึดมั่นและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และความมั่นคงของราชวงศ์อียิปต์ มีผลทำให้ศิลปกรรมไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะของตนเอง จนถึงสมัยราชอาณาจักรกลางประชาชนถึงจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ

สถาปัตยกรรม

มาสตาบา (mastaba) เป็นที่เก็บศพของขุนนางและสามัญชน ทำด้วยอิฐหรือหิน ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังด้านนอกทำมุม 75 องศา หลังคาแบนราบ สร้างอยู่บนห้องเก็บศพใต้ดิน มีปล่องจากหลังคาลงสู่ห้องเก็บศพ รูปแบบอาจพัฒนามาจากมูลดินเหนือหลุมศพของสุสานในช่วงแรกๆ มาสตาบาถูกสร้างรวมกลุ่มอยู่รอบๆ ปิรามิดของฟาโรห์  (ภาพที 8)

           ปิรามิดแบบขั้นบันได (Stepped Pyramid) เมืองซักการา (Saqqara) อายุราว 2610 ปีก่อนคริสตกาล เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสุสานของฟาโรห์ บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของปิรามิดแห่งแรกของโลก และถือว่าเป็นบิดาต้นแบบแห่งปิรามิดทั้งปวง คือปิรามิดแบบขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ (Zoser or Djoser) แห่งราชวงศ์ที่ 3 ผู้ปกครองอียิปต์ในช่วง 2668-2649 ปีก่อนคริสตกาล ปิรามิดแบบขั้นบันไดแห่งนี้เป็นสุสานของฟาโรห์ที่เก่าแก่ที่สุด ออกแบบโดยอิมโฮเทป (Imhotep) อัครเสนาบดีของพระองค์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บพระศพและป้องกันรักษาร่างมัมมี่ของฟาโรห์โซเซอร์และบริวาร รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมีอำนาจสูงสุดดุจเทพเจ้า(ภาพที่ 9)

ทางเข้าปิรามิดเป็นป้อมปราการหินสีส้มขนาดใหญ่ ผ่านเข้าไปจะเป็นลานโล่งกว้าง (courtyard)และกลุ่มอาคารหินปูนที่ยังสมบูรณ์ เริ่มจากห้องโถงที่มีเสาหินขนาดใหญ่ แต่ละเสาสลักลวดลายเลียน แบบต้นปาปิรัส ถัดมาเป็นวิหารหิน ประกอบด้วยช่องประตูจำนวน 42 ช่อง ที่เรียกว่า “โนม” อันเปรียบเสมือนตัวแทนของรัฐต่างๆ ในอียิปต์บนและอียิปต์ล่างรวมกัน 42 รัฐ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประกอบพิธีศพของฟาโรห์ รวมทั้งพิธีครองราชย์ครบ 30 ปี ที่เรียกว่า “พิธีเฮบ เสด” กล่าวกันว่าในพิธีนี้ฟาโรห์จะต้องวิ่งรอบโนมทั้ง 42 โนม และแสดงความสามารถอีกหลายอย่าง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่ามีพระพลานามัยแข็งแรงพอที่จะปกครองแผ่นดินได้ หากฟาโรห์วิ่งไม่ไหวก็จะมีการเลือกฟาโรห์องค์ใหม่

พอพ้นอาคารหิน ข้างหน้าคือปิรามิดแห่งแรกโลก รูปทรงเหมือนขั้นบันได สูง 60 เมตร นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าสถาปนิกต้องการออกแบบให้เป็นเสมือนบันไดไต่ขึ้นสู่สวรรค์ โดยใช้หินปูนมาเรียงเป็นรูปขั้นบันได 6 ขั้น และเรียงหินให้มีแนวเฉียงเข้าหาศูนย์กลางปิรามิดประมาณ 15 องศา เพื่อความมั่นคงแข็งแรงในการรับน้ำหนักของปิรามิดขนาด 850,000 ตัน ด้านหนึ่งของปิรามิดมีห้องเล็กๆ ก่อด้วยหิน เป็นห้องทึบไม่มีประตูหน้าต่างภายในมีรูปฟาโรห์โซเซอร์สลักหินตั้งอยู่กลางห้อง (ดูรายละเอียดในหัวข้อประติมากรรม) ห้องนี้คือห้อง “เซอร์ดับ” หรือห้องประดิษฐานรูปประติมากรรม เป็นห้องที่สร้างขึ้นตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวอียิปต์โบราณที่ว่าเมื่อตายไปแล้ว วิญญาณของผู้ตายหรือ “คา”จะกลับเข้าร่างฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่หากเกิดความเสียหายแก่ร่างของผู้ตายแล้ว วิญญาณจะไม่สามารถกลับเข้าร่างได้ ดังนั้นจึงต้องมีรูปสลักหินอันเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ตายไว้แทน

 กลุ่มมหาปิรามิดแห่งเมืองกิเซ่ห์ (Great Pyramid of Gizeh) เป็นปิรามิดของฟาโรห์ 3 องค์แห่งราชวงศ์ที่ 4 คือ (ภาพที่10)          1. ฟาโรห์คูฟูหรือคีออปส์ (Khufu or Cheops ครองราชย์ในช่วง 2586-2566 ปีก่อนคริสตกาล) อายุราว 2530 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ของราชวงศ์ที่ 42. ฟาโรห์คาฟราหรือเคเฟรน (Khafra or Chephen ครองราชย์ในช่วง 2558-2532 ปีก่อน

คริสตกาล) อายุราว 2500 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์เป็นโอรสของฟาโรห์คูฟู

3. ฟาโรห์เมนคูเรหรือไมเครินัส (Menkure or Mykerinus) อายุราว 2460 ปีก่อนคริสตกาล

กลุ่มมหาปิรามิดนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ปิรามิดเหล่านี้มีฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสทำมุม 52 องศา รูปแบบพัฒนามาจากมาสตาบา ปิรามิดของฟาโรห์คูฟูมีขนาดใหญ่ที่สุด สูง 147 เมตร ฐานจัตุรัสยาวด้านละ 230 เมตร ประกอบด้วยก้อนหินปูนประมาณ 2.3 ล้านก้อนเรียงต่อกันอย่างเรียบสนิท แต่ละก้อนหนักประมาณ 2.5 ตัน ก้อนที่หนักที่สุดหนักถึง 15 ตัน ทำให้มหาปิรามิดนี้มีน้ำหนักรวมกันถึง 6.5 ล้านตัน ยอดของปิรามิดทำด้วยหินอ่อน แต่ส่วนอื่นๆ เป็นหินปูน ภายในมีทางเดิน ระเบียง บันได และห้องต่างๆ เป็นระเบียบ แบ่งออกเป็นห้องเก็บพระศพ เก็บสมบัติ และเครื่องใช้ไม้สอยสำหรับให้ผู้ตายได้กลับมาใช้ บนฝาผนังมีภาพเขียนพร้อมตัวอักษรภาพบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ตาย

บริเวณใกล้เคียงกับปิรามิดของฟาโรห์คูฟู คือปิรามิดของฟาโรห์คาฟรา พระองค์ได้สร้างปิรามิดเกือบเท่ากับปิรามิดของพระบิดา คือมีความสูง 136.4 เมตร ปิรามิดแต่ละองค์ประกอบด้วยวิหารที่ตั้งอยู่ทางด้านหน้า 2 หลังคือ วิหารที่ใช้เกี่ยวกับการทำพิธีศพ(mortuary temple) และวิหารประดิษฐาน

เทวรูปของเทพเจ้าและเทวรูปของฟาโรห์กับราชินี (sanctuary temple) วิหารทั้งสองเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินที่มีหลังคาคลุม (cause way) และมีประติมากรรมรูปสฟิงซ์ขนาดใหญ่ (Great Sphinx) อยู่ทางด้านหน้า

ภายในปิรามิดเป็นที่เก็บร่างมัมมี่ของฟาโรห์ การทำมัมมี่จะทำกันตลอดระยะเวลา 70 วัน โดยเอาสมองและอวัยวะภายในของร่างกายออก เก็บไว้เพียงหัวใจอย่างเดียว รอบๆ ปิรามิดมีสุสานของขุนนางหรือมาสตาบารายล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก

ประติมากรรมรูปสฟิงซ์ขนาดใหญ่ (Great Sphinx) อยู่ทางด้านหน้าปิรามิดของฟาโรห์   คาฟรา อายุราว 2530 ปีก่อนคริสตกาล สลักจากหินปูน สูงราว 66 ฟุต (20 เมตร) ยาว 240 ฟุต (74 เมตร) เป็นพระพักตร์ของพระองค์เอง ส่วนลำตัวเป็นสิงโต สฟิงซ์เป็นสัญลักษณ์ของฟาโรห์และเป็นเครื่องหมายแห่งพุทธิปัญญาและอำนาจ พละกำลังคือสิงโต ผสมผสานกับปัญญาความรู้คือใบหน้ามนุษย์ นักอียิปต์วิทยาบางท่านเชื่อว่าสันนิษฐานว่าคงสร้างมาพร้อมกับการก่อสร้างปิรามิดนี้ เพราะใบหน้าละม้ายกับของฟาโรห์คาฟรา (ภาพที่ 11)

ประติมากรรม

          รูปสลักลอยตัวฟาโรห์โซเซอร์ (Zoser or Djoser) อายุราว 2680 ปีก่อนคริสตกาล อยู่ในท่าประทับนั่งบนบัลลังก์ขนาดเท่าพระองค์จริง ตั้งอยู่ในห้องหินถัดจากวิหารสำหรับทำพิธีศพ (mortuary temple) ใกล้กับปิรามิดขั้นบันไดของพระองค์ (Stepped Pyramid) เมืองซักการ่า พระหัตถ์ขวากำอยู่ใต้หน้าอก พระหัตถ์ซ้ายติดอยู่ที่สีข้าง โหนกแก้มสูง (ภาพที่ 12) ในปิรามิดมีภาพสลักนูนต่ำของพระองค์สวมมงกุฎขาวแห่งอียิปต์บน
             รูปสลักลอยตัวของฟาโรห์คาฟราหรือเคเฟรน (Khafra or Chephen) จากเมืองกิเซ่ห์ (Gizeh) อายุประมาณ 2500 ปีก่อนคริสตกาล สลักจากหินดิโอไรต์สีเขียว (คล้ายหินแกรนิต) สูง 66 นิ้ว พบอยู่ในห้องที่ทำด้วยหินแกรนิตสีแดงภายในวิหารสำหรับประดิษฐานเทวรูป (sanctuary temple) ของพระองค์ บนประตูทางเข้าของห้องนี้สลักอักษรชื่อและตำแห่งของพระองค์ มีรูปสลักของพระองค์ประทับนั่ง 23 รูป รูปนี้พระองค์ประทับนั่งบนบัลลังก์ เบื้องหลังพระเศียรมีนกอินทรีย์กำลังกางปีกปกป้อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพแห่งดวงอาทิตย์ แสดงถึงสถานภาพว่าฟาโรห์เป็นโอรสแห่งสุริยเทพ ฐานบัลลังก์แกะสลักรูปดอกบัวคู่กับต้นปาปิรัสซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการรวมอียิปต์บนและอียิปต์ล่าง พระองค์สวมกระโปรงแบบธรรมดาของสมัยราชอาณาจักรเก่า และมีเครื่องประดับพระเศียร การแสดงท่าทางของพระองค์ดูเป็นลักษณะเฉพาะตัว แข็งแรง แทรกอยู่ในลักษณะที่สงบ สะท้อนถึงพลังที่ยั่งยืนของฟาโรห์และสถานะของกษัตริย์ (ภาพที่ 13)
 ไม้แกะสลักรูปเหมือนลอยตัวของคา-อาเปอร์ หรือ ชีคห์ เอล เบเลด (Ka-Aper or Sheikh el Beled) จากสุสานของเขาที่เมืองซักการ่า อายุประมาณ 2400 ปีก่อนคริสตกาล สูงประมาณ 43 นิ้ว ความมีระเบียบแบบแผนถูกทำให้ดูผ่อนคลายลงและเหมือนจริง ลักษณะแบบนี้จะพบในประติมากรรมของบุคคลที่มีความสำคัญรองลงมา คา-อาเปอร์เป็นนักบวชประจำราชสำนัก ใบหน้าเหมือนมีชีวิตเพราะใช้คริสตัลทำเป็นดวงตา  ยืนก้าวขามาข้างหน้า รูปร่างอวบอ้วนซึ่งต่างไปจากลักษณะอุดมคติที่พบในประติมากรรมรูปกษัตริย์และขุนนาง เนื่องจากใช้ไม้ในการแกะสลักจึงทำให้มีความอิสระในการทำงานมากกว่าใช้หิน ท่าทางที่ออกมาจึงดูอิสระมากกว่า(ภาพที่ 14)

          ภาพสลักนูนต่ำการล่าฮิปโปโปเตมัส (Hippopotamus Hunt) จากสุสานของติ (tomb of Ti) เมืองซักการ่า อายุประมาณ 2400 ปีก่อนคริสตกาล สลักบนหินปูนระบายสี สูงประมาณ 48 นิ้ว ใช้ตกแต่งผนัง เรามักพบภาพเกี่ยวกับการล่าสัตว์และการเกษตรบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นกิจกรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติ และยังเกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมอาหารของวิญญาณสำหรับโลกหน้าอีกด้วย ติเป็นชื่อของขุนนางคนหนึ่ง กำลังยืนอยู่บนเรือซึ่งเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ในหนองน้ำเพื่อล่านกและฮิปโปโปในดงปาปิรัสที่เติบโตขึ้นอย่างหนาแน่นในหนองน้ำ กิ่งก้านของต้นปาปิรัสที่บอบบางถูกทำเป็นเส้นเซาะร่องซ้ำๆ กัน และกระจายออกอย่างสง่างามที่ส่วนบน มีนกกำลังตื่นตกใจและสัตว์ป่าที่กำลังย่องเดิน หนองน้ำทำเป็นคลื่นลายเส้นและเต็มไปด้วยฮิปโปโปและสัตว์น้ำที่มีอยู่ในท้องถิ่น บริวารของติกำลังวุ่นอยู่กับการแทงหอกล่าฮิปโปโป ร่างของติมีขนาดใหญ่กว่าเหล่าบริวารมาก ยืนนิ่ง สัดส่วนที่มีไหล่กว้าง สะโพกแคบ ซึ่งเป็นลักษณะแนวความคิดแบบอุดมคติมากกว่าเหมือนจริง ในขณะที่ภาพซึ่งเป็นองค์ประกอบหรือสำคัญรองลงมาจะมีลักษณะที่เป็นธรรมชาติ มีชีวิตชีวาและเคลื่อนไหวอย่างอิสระมากกว่า (ภาพที่ 15)

จิตรกรรม

          ภาพห่านจากเมืองเมดุม (Geese of Medum) อายุประมาณ 2530 ปีก่อนคริสตกาล เขียนด้วยสีฝุ่นบนผนังปูน นับว่าเป็นภาพเขียนที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นตัวอย่างจิตรกรรมที่ดีในสมัยราชอาณา จักรเก่า แสดงถึงความพยายามในการวาดให้มีรายละเอียดเหมือนจริง สีเหมือนธรรมชาติและแสดงถึงห่านหลายพันธุ์ (ภาพที่ 16)

ศิลปกรรมสมัยราชอาณาจักรเก่าเป็นแบบที่คลาสสิคของอียิปต์ในลักษณะที่ดูเป็นระเบียบแบบแผน และยังคงเป็นพื้นฐานให้แก่รูปแบบศิลปกรรมอียิปต์ในรุ่นต่อมาอีกราว 3000 ปี

ในช่วงปลายสมัยราชอาณาจักรเก่า ฟาโรห์ได้รับการท้าทายจากหัวเมืองต่างๆ เกิดการแก่งแย่งอำนาจกัน เกิดสงครามกลางเมืองและความไม่สงบสุขเป็นเวลายาวนาน เรียกช่วงเวลานี้ว่า “สมัยที่อยู่ระหว่างกลางสมัยที่ 1” (First Intermediate Period) ประมาณ 2181-2040 ปีก่อนคริสตกาล

ที่มา : https://sites.google.com/site/arc213rsu/brryay-raywicha/egypt/egypt10

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s