สมัยราชอาณาจักรใหม่

สมัยราชอาณาจักรใหม่ (The New Kingdom)

ราชวงศ์ที่ 18-20 (1570-1070 B.C.)

          ฟาโรห์อาห์โมส (Ahmose) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ 18 ได้ขับไล่พวกฮิคซอสออกไป และย้ายเมืองหลวงที่เมืองธีบส์ เป็นยุคแห่งมหาอำนาจอย่างแท้จริง พระองค์ทรงทำสงครามขยายอำนาจออกไปทั่ว ซีเรีย เมโสโปเตเมีย นูเบีย ลิเบีย และเกาะครีต เช่นเดียวกับฟาโรห์รามเซสที่ 2 ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ผู้เกรียงไกรที่สุด อียิปต์ได้กลายเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจและอิทธิพล ราชินีฮัตเชปสุต (Hatshepsut) ราชธิดาของฟาโรห์ทัธโมซิสที่ 1 (Tuthmosis I) ได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา (ประมาณ 1470-1450 ปีก่อนคริสตกาล) ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่พระนางครองราชย์ พระนางทรงสนพระทัยในงานศิลปกรรม โปรดให้สร้างวิหารและสุสานของพระนางที่เมืองเดียร์อัล บาฮารี (Dier el Bahri) สมัยนี้อียิปต์ไม่มีสงคราม ทำให้สามารถทำนุบำรุงประเทศได้เต็มที่

สถาปัตยกรรม

ชาวอียิปต์ในยุคนี้ไม่นิยมสร้างปิรามิด หากทำสุสานที่เจาะเข้าไปในภูเขาเพื่อฝังพระศพของฟาโรห์ในบริเวณที่เรียกว่า “หุบเขากษัตริย์” (Valley of the Kings) ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ใกล้กับเมืองธีบส์หรือเมืองลักซอร์ ในยุคนี้ชาวอียิปต์ไม่นิยมสร้างปิรามิด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความศรัทธาที่มีต่อฟาโรห์ได้ลดน้อยลง คนในยุคนี้จึงหันมาบูชาเทพเจ้าแทน โดยนิยมสร้างมหาวิหารเพื่อบูชาเทพเจ้า และเชื่อว่าจะเป็นที่สถิตของเทพเจ้าองค์ต่างๆ ด้วย จึงต้องสร้างให้มีความใหญ่โต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทพอามอน-เร เดิมเทพอามอนเป็นเพียงเทพท้องถิ่นประจำเมืองธีบส์ แต่ภายหลังเมื่อเมืองธีบส์กลายเป็นเมืองหลวงแห่งยุคราชอาณาจักรใหม่และกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งอียิปต์ เทพอามอนจึงได้รับการยกย่องนับถือทัดเทียมกับเทพเรหรือรา สุริยเทพผู้เป็นเทพเจ้าสูงสุดแห่งเทพทั้งปวง และมีชื่อใหม่ว่า “อามอน-เร” หรือ “อามุน-รา” ชาวเมืองธีบส์ได้สร้างวิหารอามอน-เรขนาดใหญ่โตไว้บูชาเทพองค์นี้ และสร้างต่อกันมาหลายยุคจนแล้วเสร็จในสมัยของฟาโรห์รามเซสที่ 2

          สุสานของราชินีฮัตเชปสุต (Mortuary Temple of Queen Hatshepsut) เป็นสุสานที่ขุดเจาะเข้าไปในภูเขาที่เมืองเดียร์อัล-บาฮารี (Dier el Bahri) สุสานของพระนางฮัตเชปสุตสร้างโดยสถาปนิกชื่อ เซนมุท (Sen-Mut) สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 1450 ปีก่อนคริสตกาล ประกอบด้วยถนนใหญ่ตัดตรงไปสู่วิหาร บริเวณสองข้างทางมีสฟิงซ์เรียงรายอยู่ หน้าวิหารมีเสาซึ่งเป็นแท่งหินจารึกอักษรภาพ (obelisk) วิหารสร้างเป็นยกพื้นซ้อนกันเป็นชั้นเหมือนขั้นบันได (terrace) แต่ละชั้นมีแถวของเสาชั้นละ 22 ต้น ระหว่างชั้นเชื่อมด้วยทางเดินลาดสูงขึ้นไป ห้องพิธีกรรมอยู่บริเวณในสุด มีรูปสลักลอยตัวประมาณ 200 รูปประดับอาคาร ภายในอาคารแต่ละชั้นมีภาพสลักนูนต่ำระบายสี แสดงเรื่องราวของพระนางตั้งแต่ประสูติ สถาปนาเป็นราชินี ไปจนถึงสิ้นพระชนม์ (ภาพที่ 23)

ประติมากรรม

ประติมากรรมในสมัยนี้นิยมทำทั้งแบบเหมือนจริงและแบบอุดมคติ

รูปสลักลอยตัวของพระนางฮัตเชปสุต มีหลายรูปแบบ เช่น ประทับนั่งคุกเข่า สวมมงกุฎขาวของอียิปต์บน, ประทับนั่งบนบัลลังก์ แต่งองค์แบบฟาโรห์ แสดงการทำรูปแบบความเป็นผู้หญิง (feminity) หรือรูปสฟิงซ์ของพระนางที่ทำด้วยหินปูนระบายสี เป็นต้น (ภาพที่ 24)

ประติมากรรม

ต่อมาในสมัยของฟาโรห์ทัธโมซิสที่ 3 (Tuthmosis III) ซึ่งปกครองอยู่เป็นระยะเวลายาวนาน ได้ครอบครองนูเบียและเกือบทุกประเทศในตะวันออกใกล้ (Near East)

          ภาพสลักลอยตัวของฟาโรห์ทัธโมซิสที่ 3 จากเมืองคานัค (Kanak) อายุประมาณ 1460 ปีก่อนคริสตกาล (ภาพที่ 25)

ประติมากรรม

          อีก 100 ปีต่อมา ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 4 หรือ อิคนาตัน หรือ อเคนนาตัน (Amenhotep IV or Ikhenaton or Akhennaton) พระองค์เห็นว่าความเชื่อทางศาสนาได้เสื่อมทรามลงเนื่องจากพวกพระหรือนักบวชมีความมั่งคั่งและมีอำนาจเกินขอบเขต เพื่อที่จะรักษาอำนาจของกษัตริย์ พระองค์จึงได้ทำการปฏิรูปศาสนา โดยเปลี่ยนให้อียิปต์ให้มานับถือเทพเจ้าเพียงองค์เดียวคือพระอาทิตย์หรือเทพอาเทน (solar disc Aten) แม้แต่พระนามของพระองค์ก็ได้เปลี่ยนมาเป็น “อิคนาตัน” หมายถึง “เพื่อความพอใจของเทพอาตันหรืออาเทน” และได้ขับไล่นักบวชออกจากวิหารที่เมืองคานัค (ช่วงเวลานี้บรรดานักบวชแห่งมหาวิหารคาร์นัคได้กลายเป็นผู้มีบารมี มีอำนาจและอิทธิพลสูงสุดทั้งในศาสนจักรและอาณาจักร จนหลายยุคต่อมา ได้สร้างความอึดอัดให้แก่ฟาโรห์หลายพระองค์) จึงทำให้เกิดการแตกแยกในความคิดทางศาสนา พระองค์จึงได้ละทิ้งเมืองธีบส์ซึ่งเป็นเมืองหลวงมาตั้งเมืองหลวงใหม่ทางตอนกลางของอียิปต์คือเมืองเทล เอล อมาร์นา (Tel el Amarna) ดังนั้นศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงที่พระองค์ขึ้นครองราชย์จึงเรียกว่า Amarna Style แต่เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ พระโอรสของพระองค์คือฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamen) ซึ่งครองราชย์ต่อมาก็ได้กลับไปนับถือเทพอามอน-เรตามเดิม และย้ายเมืองหลวงกลับมายังเมืองธีบส์ รวมทั้งไม่มีการสืบทอดรูปแบบศิลปกรรมแบบ Amarna Style อีกต่อไป
          รูปสลักลอยตัวของฟาโรห์อเคนนาตัน จากวิหารแห่งเทพอาเทน เมืองคานัค อายุราว 1375 ปีก่อนคริสตกาล ทำด้วยหินทราย มีขนาดใหญ่มากสูงถึง 13 ฟุต ลักษณะหันด้านหน้าตรงตามแบบประเพณี แต่สิ่งที่แปลกออกไปคือ ร่างกายที่มีลักษณะผสมทั้งเพศชายและหญิงรวมกันอยู่ คือมีส่วนโค้งส่วนเว้าของรูปร่าง สะโพกผายอย่างชัดเจน ปากอิ่มเอิบ หนังตาหนัก ท่าทางเหมือนอยู่ในความฝัน แสดงให้เห็นถึงความพอใจของช่างสลักที่จะผสมผสานระหว่างลักษณะทางธรรมชาติและรูปแบบประดิษฐ์ ผสมผสานกับเส้นโค้งที่เน้นความนุ่มนวลของผ้านุ่ง ซึ่งสัดส่วนเหล่านี้ห่างไกลออกมาจากลักษณะประเพณีที่เคยนิยมทำกันมา เกิดเป็นรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Amarna Style (ภาพที่ 26)

ประติมากรรม

          รูปสลักครึ่งตัวของพระราชินีเนเฟอร์ติตี้ (Queen Nefertiti) อายุราว 1360 ปีก่อนคริสตกาล ทำจากหินปูนสูง 20 นิ้ว ระบายสีและฝังแก้วที่ดวงตาให้เหมือนจริง พระนางเป็นมเหสีของฟาโรห์อเคนนาตัน รูปสลักชิ้นนี้แสดงออกถึงความประณีตละเอียดอ่อน ประติมากรชาวเทล เอล อมาร์นา คงคำนึงถึงมาตรฐานความงามทางจิตวิญญาณ แล้วนำมาปรับปรุงให้เข้ากับสิ่งที่เขาต้องการแสดงออก (ภาพที่ 27)
ประติมากรรม
            ภาพสลักนูนต่ำฟาโรห์อเคนนาตันและพระราชินีเนเฟอร์ติตี้ พร้อมด้วยพระราชธิดากำลังบูชาเทพอาเทน ทุกพระองค์ยืนเรียงรายกันอยู่ต่อหน้าสุริยเทพอาเทน ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นดวงอาทิตย์แผ่รัศมี ลักษณะการแต่งกายในสมัยนี้นิยมสวมชุดที่มีริ้วทั้งตัวและผ้าแนบลำตัว (ภาพที่ 28)

สุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน (The Tomb of TuTankhamon) อายุราว 1361-1352 ปีก่อนคริสตกาล อยู่ในบริเวณหุบผากษัตริย์ เมืองธีบส์ พระองค์ครองราชย์ในระยะสั้นๆ ในช่วง 1336-1327 ปีก่อนคริสตกาล และสิ้นพระชนม์เมื่ออายุได้เพียง 18 ชันษา โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้พบทางเข้าสุสานเมื่อ ค.ศ.1922 (ภาพที่ 29) ประกอบด้วยบันได 16 ขั้น นำไปสู่ประตูที่มีตราประทับ ตราอันหนึ่งมีชื่อของตุตันคาเมน ประตูนี้ปรากฏว่ามีร่องรอยถูกเปิดมาก่อนหน้านี้แล้วถูกปิดไว้ใหม่ แสดงว่าเคยถูกโจรกรรมมาแล้ว เมื่อเปิดออกก็พบเพียงวัตถุชิ้นเล็กๆ จากห้องนี้มีทางเดินลาดต่ำลงไปยาว 30 ฟุต เขาได้พบห้อง 2 ห้อง ห้องแรกมีประตูสลักชื่อของตุตันคาเมน คือห้องรับรอง (Antechamber) ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้จำนวนมาก อาทิ รถศึก บัลลังก์ พระแท่นบรรทมทองคำ หีบทองประดับด้วยงาช้าง แจกัน คนโท พระแสงชนิดต่างๆ  ฉลองพระบาท มีรูปสลักสัตว์แปลกๆ เครื่องเรือนที่ล้มกลิ้ง และสิ่งของอีกมากมาย ห้องที่สองเป็นห้องเก็บของ (Annexe) ที่มีเครื่องใช้สำหรับเตรียมไว้สำรองในกรณีขาดเหลือ แต่ก็เป็นของที่งดงามมาก

สุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน (The Tomb of TuTankhamon)(ต่อ)

ถัดมาทางด้านขวาของห้องรับรองคือ ห้องเก็บพระศพในร่างมัมมี่ของตุตันคาเมน (Burial Chamber) หน้าประตูห้องนี้มีรูปสลักไม้ขนาดเท่าจริง 2 รูปยืนถือหอกเหมือนทหารยามยืนรักษาการณ์ อาจหมายถึงการอารักขาดูแลร่างมัมมี่ของพระองค์เอง (ภาพที่ 30)

เมื่อเลื่อนรูปสลักทั้งสองนี้ออกก็พบโลงไม้ปิดทองซ้อนกัน 4 ชั้น (ภาพที่ 31) ชั้นในสุดบรรจุโลงหิน ฝาโลงทำด้วยหินแกรนิตสีชมพู แกะสลักนูนสูงตรงมุมเป็นรูปเทพธิดาเซลคิทสยายปีกคอยปกป้อง (ภาพที่ 32)

ที่มา : https://sites.google.com/site/arc213rsu/brryay-raywicha/egypt/egypt32

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s